วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ช้อปปิ้งสุดหรู ที่ปารีสเมืองแฟชั่น

ช้อปปิ้งสุดหรู ที่ปารีสเมืองแฟชั่น

เมืองที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอย่างปารีส ผสานความทันสมัยของแฟชั่น และไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นมีเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนรสนิยมและความละเมียดละไมในการใช้ชีวิตของชาวปารีสได้เป็นอย่างดี อีกหนึ่งเป้าหมายของการไปเที่ยวปารีส คงหนีไม่พ้นการได้ช้อปปิ้งที่ดินแดนแฟชั่นแห่งนี้ เต็มไปด้วยแบรนด์เนมให้เลือกมากมาย หากใครไม่ใช่นักช้อปตัวยง เพียงแค่แวะไปมองตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าสุดหรู ก็ยังได้แรงบันดาลใจไปเต็มๆ

Galeries Lafayette (ห้างแกลลอรี่ ลาฟาแยตต์)

ห้างสุดหรูแห่งกรุงปารีส เพียงแค่ก้าวเข้ามาก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่อลังการ พร้อมด้วยการตกแต่งสวยงามสุดคลาสสิค มีโซนต่างๆ ให้เลือกแบบครบวงจร ที่สำคัญ ยังรวมสินค้าแบรนด์เก๋จากดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ของฝรั่งเศส เช่น Avant Premiere , Bloch , Marnoush , Monet , Rica Lewis รวมถึงบูทิคแบรนด์ดังอย่าง Blenciaca , Christian Lacroix , Ralph Lauren , Swarovski และยิ่งไปกว่านั้น ยังมี Tax Refund ด้วยนะ แต่คิวอาจจะยาวหน่อย ยังไงก็ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ด้วย เพราะถ้าจะเดินให้หมดก็อาจจะไม่ทั่ว

Galeries Lafayette

Printemps (ห้างแพรงตองค์)

อีกหนึ่งห้างสุดหรูที่อยู่ไม่ไกลจากห้างลาฟาแยตต์ อยู่ติดๆ กันเลย เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็ถึง ห้างสรรพสินค้าแสนสวยชื่อดัง เปิดให้บริการมายาวนานตั้งแต่ปี 1870 ภายในตกแต่งแบบเก๋ๆ เต็มไปด้วยสินค้าทันสมัย โดยเฉพาะเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำ มีแบรนด์ดังระดับโลกมากมายให้เลือกช้อป ไม่ว่าจะเป็น Balenciaga , Chanel , Coach Jean Paul Gaultier , Stella MC Cartney และอื่นๆ อีกเพียบ ถ้าอยากเดินแบบไม่เบียดเสียด คนน้อยกว่า แต่สินค้าพอๆ กัน ก็แนะนำว่ามาที่นี่เลยจะดีกว่า

Printemps

Bon Marche’

ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่มีที่มาที่ไปน่าสนใจ ที่เริ่มต้นมาจากห้องรับแขกเล็กๆ ในบ้านเท่านั้น และด้วยแนวคิดที่ต้องการเติมเต็มความต้องการให้ผู้หญิงได้มากที่สุด ทำให้ได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และกลายมาเป็นห้างใหญ่สุดหรูมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการตกแต่งที่เรียบง่ายดูสบายตา ยิ่งทำให้ห้างนี้ดูทันสมัยตลอดเวลา   เราจะพบสินค้าคุณภาพมากมายหลายชนิด อาทิ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอาง มีทั้งแบรนด์สากล และแบรนด์ดังจากฝรั่งเศส แถมราคายังไม่แพงเกินกว่าจะควักกระเป๋าจ่าย ทั้งยังมีซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ขายอาหารคุณภาพจากทั่วทุกมุมของฝรั่งเศส และจากทั่วทุกมุมโลก ใครเน้นช้อปปิ้งเบาๆ ที่นี่เป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะ

ฝรั่งเศส

CHAMPS ELYSEES (ถนนชองป์เอลิเซ่)

ใครว่าความหรูหราจะมีแต่เพียงในห้าง Street Shopping ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นก็คือ ถนนชองป์เอลิเซ่ ถนนสายยาวที่สวยที่สุดในปารีส สองข้างทางมีต้นเชสต์นัตที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงามและปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เป็นเอกลักษณ์ของถนนสายนี้เลยก็ว่าได้ มียี่ห้อแบรนด์ดังให้ช้อปปิ้งกันตลอดสาย อย่างเช่น Chanel, Valentino, Cartier และอื่นๆ อีกมากมาย เครื่องสำอางก็มีหลายยี่ห้อเป็นร้านแบบ Stand Alone เช่น Mac ก็มาตั้งที่นี่ ถ้าใครมีร้านอยู่ในใจก็ตรงดิ่งไปได้เลย รับรองถูกใจสาวๆ นักช้อปแน่ๆ เดินไปสุดทางเรายังได้เจอกับความยิ่งใหญ่ของประตูชัยฝรั่งเศสอีกด้วย

La Vallee Outlet (ลาวัลเลย์ วิลเลจ เอาท์เลท)

ถ้าในห้างยังไม่เจอของถูกใจ ลองเปลี่ยนไปช้อปปิ้งที่เอาท์เลทดูดีมั้ย ที่นี่เป็นแหล่งรวมแบรนด์ดังกว่า 80 แบรนด์ทั่วโลก และที่สำคัญ ราคาถูกกว่าซื้อตามช้อปทั่วไปอีกนะ ซึ่งจะลดเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงเซลล์ก็ลดมากหน่อย ตั้งแต่ 30-60% ที่ราคาถูกกว่าก็เพราะว่าอาจจะไม่ใช่ collection ใหม่ล่าสุด ถ้าไม่ติดใจตรงนี้ ยอมหลุดเทรนด์ไปสักนิดหน่อยก็ถือว่าคุ้มนะ เป็นมือหนึ่งราคาถูกกว่า ดีกว่าไปตามซื้อมือสองของคนอื่นเป็นไหนๆ

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

อาการสะอึกเกิดจากอะไร?

 สะอึก ที่เกิดขึ้นตามปกตินั้น สาเหตุเป็นเพราะกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง จึงกระตุ้นให้เส้นประสาทในบริเวณนี้ทำงานผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อกะบังลมมีการหดเกร็งตัวเป็นจังหวะๆ และกล้ามเนื้อซี่โครงได้รับผลกระทบให้เกิดการหดเกร็งตัวในลักษณะเดียวกัน แต่สาเหตุก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการระคายเคืองที่กระเพาะอาหารเสมอไป บางครั้งก็อาจก่อตัวที่ ศูนย์การ สะอึก ที่อยู่ในสมองที่บังคับควบคุมให้เกิดการเคลื่อนไหวผิดปกติของกะบังลมจนเกิดเป็นอาการ สะอึก
158414061
โดยมากแล้วอาการ สะอึก มักเกิดขึ้นไม่นานจะเป็นเพียงแค่ 2-3 นาทีแล้วก็จะหายเป็นปกติ แต่ถ้า สะอึก เป็นเวลานาน เช่น สะอึก เป็นชั่วโมงหรือครึ่งค่อนวัน และยิ่งถ้าหากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงหรือถ่ายเป็นเลือดร่วมอยู่ด้วย ควรที่จะรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป
ส่วนสาเหตุของการ สะอึก ที่ไม่ปกตินั้น อาจจะเกิดจากโรคอื่นๆ เช่น กระเพาะลำไส้อุดตัน ลำไส้โป่งพอง เยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือการกลืนอาหารอย่างรีบร้อน อาหารติดคอ ปอดอักเสบ
สำหรับวิธีการแก้โรค สะอึก นั้นวิธีง่ายๆ ก็คือ กลั้นลมหายใจไว้โดยนับ 1-10 แล้วค่อยหายใจออก จากนั้นก็ดื่มน้ำตามทันที เขี่ยภายในรูจมูกให้จาม ให้พยายามกลืนน้ำตาลประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ โดยไม่ต้องใช้น้ำ หรือทำให้เกิดการโกรธ ตื่นเต้นหรือกลัว ก็จะสามารถช่วยได้
แต่ถ้าหากว่าทำตามวิธีข้างต้นแล้วยังไม่หาย ควรที่จะต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุโรคอย่างอื่นร่วมด้วย อย่าคิดว่า สะอึก แค่นิดเดียวแล้วไม่มีอันตรายนะ

Sherlock Holmes

ความเป็นมา

SH2
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ (Sherlock Holmes) เป็นนวนิยายสืบสวนหรือรหัสคดี ประพันธ์โดยเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ นักเขียนและนายแพทย์ชาวสก๊อต ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตัวละคร เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เป็นนักสืบ ชาวลอนดอน ผู้ปราดเปรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านทักษะการประมวลเหตุและผล ทักษะด้านนิติวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยหลักฐานและการสังเกตอันคาดไม่ถึงเพื่อคลี่คลายคดีต่างๆ โคนัน ดอยล์ แต่งเรื่องเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ไว้ทั้งสิ้นเป็นเรื่องยาว 4 เรื่อง และเรื่องสั้น 56 เรื่อง เกือบทุกเรื่องเป็นการบรรยายโดยเพื่อนคู่หูของโฮล์มส์ คือ ดร. จอห์น เอช. วัตสัน หรือ หมอวัตสัน
บุคลิกของเชอร์ล็อก โฮล์มส์
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ มีชื่อเต็มว่า วิลเลียม เชอร์ล็อก สก๊อต โฮล์มส์ เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1854 มีนิสัยรักสันโดษ แต่ก็ยังไม่สันโดษเท่าพี่ชาย คือ ไมครอฟต์ โฮล์มส์ ที่คอยช่วยเหลือเขาในบางคดี โฮล์มส์มีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว มีความรู้รอบตัวในหลาย ๆ ด้านทั้ง เคมี ฟิสิกส์ และความรู้เกี่ยวกับพืชมีพิษตระกูลต่าง ๆ แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์เลย และเขายังเก่งเรื่องเล่นไวโอลิน

ไมครอฟต์ โฮล์มส์
นิสัยและความสามารถ
โฮล์มส์มีอารมณ์แปลก ๆ บางครั้งก็เศร้าซึม พูดน้อย บางครั้งก็ร่าเริง หมอวัตสัน เพื่อนคู่หูของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ได้บรรยายถึงลักษณะต่าง ๆ ของโฮล์มส์เอาไว้ในบันทึกคดีคราวต่าง ๆ กัน เช่น ในเวลาที่กำลังครุ่นคิดเรื่องคดี โฮล์มส์จะไม่ทานข้าวเช้า โฮล์มส์ชอบทำการทดลองเคมี แล้วทิ้งข้าวของในห้องกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ โฮล์มส์สูบไปป์จัดมาก มักกลั่นแกล้งตำรวจโดยการให้ข้อมูลปลอมหรือปกปิดหลักฐานบางอย่าง แต่ก็มีความเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติแก่สตรีอย่างสูง แต่นิสัยที่หมอวัตสันเห็นว่าเลวร้ายและยอมรับไม่ได้เลย คือ การที่โฮล์มส์ชอบเสพโคเคนกับมอร์ฟีน ซึ่งวัตสันเห็นว่าเป็นความชั่วประการเดียวของโฮล์มส์
โฮล์มส์ยังเป็นนักแสดงที่เก่งกาจ ดังปรากฏในตอน ซ้อนกล (the Dying Detective) และ จดหมายนัดพบ (the Reigate Squires) และตอนอื่น ๆ อีกหลายตอน เพื่อหันเหความสนใจของผู้ต้องสงสัย มิให้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักฐานบางอย่าง ในตอน สัญญานาวี (the Naval Treaty) โฮล์มส์ได้แสดงให้เห็นว่าเขาชื่นชมนักอาชญวิทยาชาวฝรั่งเศส อัลฟองเซ เบอทิลลอง ผู้คิดค้นทฤษฎีการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อช่วยระบุตัวตนของอาชญากร นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า โฮล์มส์เป็นนักอ่าน นักศึกษา มีความรู้ด้านอาชญวิทยาอย่างกว้างขวาง และให้ความนิยมนับถือบรรดานักสืบผู้ชำนาญเป็นอย่างมาก

โฮล์มส์ (ขวา) วัตสัน (ซ้าย)
แม้โฮล์มส์จะชอบกลั่นแกล้งตำรวจ แต่เขาก็เป็นมิตรที่ดีของสก๊อตแลนด์ยาร์ดโดยเฉพาะสารวัตรเลสเตรด และมักยกความดีความชอบในคดีให้แก่ฝ่ายตำรวจอยู่เสมอ ในตอน สัญญานาวี โฮล์มส์เคยบอกว่า ในบรรดาคดีที่เขาสะสาง 53 คดี เขายกความสำเร็จให้เพื่อนตำรวจไปเสีย 49 คดี คงมีแต่เพียงหมอวัตสันที่บรรยายถึงความสามารถของเขาผ่านทางบันทึกเท่านั้น
โฮล์มส์มีความสามารถในการวิเคราะห์หลักฐานทางกายภาพอย่างถูกต้องแม่นยำ กระบวนการตรวจสอบหลักฐานของเขามีหลายกรรมวิธี เช่น การเก็บรอยรองเท้า รอยเท้าสัตว์ หรือรอยล้อรถจักรยาน เพื่อวิเคราะห์การกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเกิดอาชญากรรม หรือการวิเคราะห์ประเภทของยาสูบเพื่อระบุตัวตนของอาชญากร โฮล์มส์เคยตรวจสอบร่องรอยผงดินปืน และเปรียบเทียบกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุ ทำให้แยกแยะได้ว่าฆาตกรมีสองคน  นอกจากนี้ โฮล์มส์ยังเป็นคนแรก ๆ ที่มีแนวคิดในการตรวจสอบลายนิ้วมืออีกด้วย
โฮล์มส์มีศัตรูตัวฉกาจ ชื่อ ศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ ผู้มีมันสมองปราดเปรื่องในด้านอาชญากรรม อีกทั้งยังเป็นตัวการเบื้องหลังในบางคดีที่เกิดขึ้นอีกด้วย คำพูดของโฮล์มส์ที่ติดปากกันดี คือ “ถ้าเราตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหมดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะดูเหลือเชื่อเพียงใด แต่มันก็เป็นความจริง”
ถิ่นที่อยู่อาศัย
ตามท้องเรื่อง โฮล์มส์และหมอวัตสันรู้จักกันครั้งแรก เนื่องจากต่างต้องการหาผู้ร่วมเช่าห้องพักอยู่ด้วยกันในกรุงลอนดอนเพื่อลดค่าใช้จ่าย ห้องพักที่ทั้งสองเช่าเป็นบ้านของมิสซิสฮัดสัน ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 221 บี ถนนเบเกอร์ โดยพวกเขาเช่าพื้นที่ชั้นสองของบ้าน ส่วนมิสซิสฮัดสันอาศัยอยู่ชั้นล่าง และทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารเช้าให้พวกเขาด้วย หมอวัตสันเคยย้ายออกจากบ้านเช่านี้ไปเมื่อคราวแต่งงาน ทว่าหลังจากภรรยาเสียชีวิต หมอวัตสันก็ย้ายกลับมาอยู่กับเชอร์ล็อก โฮล์มส์อีก
39632_original
ห้องเช่า 221B
กับ ดร.วัตสัน
โฮล์มส์ใช้ช่วงชีวิตการงานส่วนใหญ่ของตนอยู่กับ ดร.วัตสัน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและผู้จดบันทึกชีวประวัติของเขา ดร.วัตสันพักอยู่กับโฮล์มส์ก่อนจะแต่งงานในปี ค.ศ. 1887 และหลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตก็กลับมาอยู่กับโฮล์มส์อีก เจ้าของห้องพักที่พวกเขาเช่าอยู่คือมิสซิสฮัดสัน
วัตสันมี 2 บทบาทในชีวิตของโฮล์มส์ อย่างแรกคือเป็นผู้ช่วยโฮล์มส์ในการสางคดี ทำหน้าที่คอยดูต้นทาง เป็นนกต่อ เป็นผู้ช่วยและส่งข่าว อย่างที่สอง เขาเป็นผู้บันทึกชีวประวัติของโฮล์มส์ เรื่องราวของโฮล์มส์เขียนขึ้นจากมุมมองของวัตสันในรูปบทสรุปของคดีน่าสนใจต่างๆ ที่โฮล์มส์เคยสางมา โฮล์มส์มักบ่นว่างานเขียนของวัตสันนั้นเร้าอารมณ์มากเกินไป และมักบอกให้วัตสันบันทึกแต่ข้อเท็จจริงกับรายงานทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว
ถึงกระนั้น โฮล์มส์ถือว่ามิตรภาพกับวัตสันมีความสำคัญสูงยิ่ง มีบรรยายในนิยายหลายเรื่องถึงความชื่นชมที่โฮล์มส์มีต่อวัตสัน ซึ่งมักถูกปิดบังเอาไว้ภายใต้ความเย็นชาของเขา เช่นในเรื่อง พินัยกรรมประหลาด วัตสันได้รับบาดเจ็บจากการเผชิญหน้ากับโจร แม้กระสุนปืนนั้นจะเพียงแค่ถากไปก็ตาม โดยรวมแล้วโฮล์มส์ประกอบอาชีพนักสืบอยู่ 23 ปี โดยมี ดร.วัตสันร่วมอยู่ในชีวิตการงานของเขา 17 ปี
WS
ดร.วัตสัน

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

ร.ศ. 112

มีบันทึกไว้ว่าพุทธศักราช 2436 ..เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5)
ทรงมีพระชนม์ได้ 40 พรรษา ทรงประชวรหนักถึง 2 ครั้ง..สาเหตุการประชวรทั้ง 2 ครั้ง  ก็เนื่องจากทรงกังวลและ
ตรอมพระทัย เพราะการรุกรานของประเทศฝรั่งเศส จนไทยต้องสูญเสียดินแดนไปมาก...ทรงเสียพระทัยและทรง
ห่วงว่า จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ที่ไม่สามารถรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากภัยอันตรายได้
 
ในปีนั้นวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ คือ เรือแองคองสตังค์ เรือปืนโคเมท์และเรือนำร่องเยเบเซ อีก 1 ลำ มาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ฝ่ายไทยก็พยายามต่อสู้โดยยิงปืนจากป้อมพระจุลจอมเกล้า และส่งเรือรบหลายลำติดตามแต่สู้ไม่ได้ ทหารตายไป 7 นาย บาดเจ็บอีก 40 นาย ตกน้ำสูญหายไปอีก 1 นาย และเรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่าวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112  (พ.ศ. 2436)
ในวันที่ 13 กรกฏาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เรือรบฝรั่งเศสก็ได้ชัยชนะ รุกผ่านเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาและไปเทียบท่าอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ  และได้หันปืนใหญ่น้อยบนเรือทั้งหมดเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดแก่รัฐบาลไทย มีอยู่ข้อหนึ่งที่ไทยต้องจ่ายเงิน 3 ล้านฟรังก์ โดยชำระเป็นเงินเหรียญทันทีเป็นการชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ โดยกำหนดภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นกองทัพเรือฝรั่งเศสจะปิดอ่าวไทยทันที และสั่งทูตฝรั่งเศสออกจากไทย โดยไทยอาจตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสได้ และผลของวิกฤตการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ฝ่ายไทยจำต้องยอมยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส นับเป็นการขยาย

อิทธิพลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของฝรั่งเศสในภูมิภาคอินโดจีน และจะนำไปสู่การสูญเสียดินแดนประเทศราชของไทยในเขมรและลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมาอีกด้วย ในต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5) นั้น ไทยมีอาณาเขตกว่า 1 ล้านตารางกิโลเมตร ต้องยกดินแดน ให้กับฝรั่งเศส
รวมเนื้อที่กว่า 467,000 ตารางกิโลเมตร ดังลำดับการเสียดินแดนถึง 5 ครั้ง ให้กับฝรั่งเศส ดังนี้
1. เสียแผ่นดินเขมร 124,000 ตารางกิโลเมตร
2. เสียสิบสองจุไทย 87,000 ตารางกิโลเมตร
3. เสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง 143,000 ตารางกิโลเมตร
4. เสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซ 62,000 ตารางกิโลเมตร
5. เสียเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ 51,000 ตารางกิโลเมตร

ปรากฏพระราชนิพนธ์โคลง ทรงมีพระราชปรารภความทุกข์สุขไว้ 7 บท และลงท้ายเป็นคำฉันท์ว่า...ทรงเกรงว่าจะ
เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทำให้เสียกรุง ดังความตอนหนึ่งว่า...

เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์......มนะเรื่องบำรุงกาย
ส่วนจิตบมีสบาย.............ศิระกลุ้มอุราตรึง
แม้หายก็พลันยาก...........จะลำบากฤทัยพึง
ตริแต่จะถูกรึง.................อุระรัดและอัตรา
กลัวเป็นทวิราช...............บ ตริป้องอยุธยา
เสียเมืองจะนินทา...........จึงจะอุดและเลยสูญฯ

เมื่อทรงพระประชวร และทรงท้อแท้ถึงเพียงนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงได้ทรงนิพนธ์ฉันท์ขึ้นถวาย เพื่อให้ทรงนึกถึงความสำคัญของพระองค์เองที่มีต่อประเทศชาติและชาวไทย ความบางบทว่า 

ถ้าจะว่าบรรดากิจ............ก็ไม่ผิด ณ นิยม
เรือแล่นทะเลลม.............จะเปรียบต่อก็พอกัน
ธรรมดามหาสมุทร...........มีคราวหยุดพายุผัน
มีคราวสลาตัน................ตั้งระลอกกระฉอกฉาน
ผิวพอกำลังเรือ...............ก็แล่นรอดไม้ร้าวราน
หากกรรมจะบันดาล.........ก็คงล่มทุกลำไป
ชาวเรือก็ย่อมรู้................ฉะนี้อยู่ทุกจิตใจ
แต่ลอยอยู่ตราบใด...........ต้องจำแก้ด้วยแรงระดม
แก้รอดตลอดฝั่ง..............จะรอดทั้งจะชื่นชม
เหลือแก้ก็จะจม...............ให้ปรากฏว่าถึงกรรม
ผิดทอดธุระนั่ง.................บ วุ่นวิ่งเยียวยาทำ
ที่สุดก็สูญลำ...................เหมือนที่แก้ไม่หวาดไหว
ผิดกันแต่ถ้าแก้................ให้เต็มแย่จึงจมไป
ใครห่อนประมาทใจ...........ว่าขลาดเขลาและเมาเมิน
เสียทีก็มีชื่อ....................ได้เลื่องลือสรรเสริญ
สงสารว่ากรรมเกิน............กำลังดอกจึงจมสูญฯ

เชื่อกันว่าพระนิพนธ์นี้. ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5) ทรงเปลี่ยนพระทัยและเริ่มเสวยพระกระยาหารดังเดิม จนทรงหายประชวร และออกว่าราชการดังเดิมได้  


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5) เสด็จพระราชดำเนิน
มายังป้อมพระจุลจอมเกล้า








 ป้อมพระจุลจอมเกล้า

 ปืนเสือหมอบ ภายในป้อมพระจุลจอมเกล้า

 แผนที่แสดงอาณาเขตของประเทศไทย...แสดงดินแดนที่สูญเสียไปในยุคล่าอาณานิคม

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ท้องสนามหลวง หรือทุ่งพระเมรุ เมื่อครั้งปูหญ้าเขียวสวยงามเต็มสนาม
        ในขณะนี้บริเวณท้องสนามหลวงกำลังมีการจัดเตรียมพื้นที่เพื่อประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
       
       สำหรับ “ท้องสนามหลวง” หรือ “ทุ่งพระเมรุ” ได้ใช้เป็นสถานที่ที่จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และพระศพมาหลายครั้ง ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงตัดสินพระราชหฤทัยย้ายพระนครมาอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์มีพระราชปณิธานที่จะสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ให้เป็นปึกแผ่นเกรียงไกรเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา และสืบทอดโบราณราชประเพณีอันยิ่งใหญ่ 

ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุมาศในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
        
ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุมาศในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
        พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดขอบเขตพระบรมมหาราชวังขึ้น และเว้นพื้นที่ที่มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ไว้ เพื่อประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของพระนคร รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับสร้างพระเมรุมาศสำหรับประกอบพระราชพิธีออกพระเมรุส่งเสด็จองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ชั้นสูงคืนสู่สวรรคาลัย โดยพระเมรุมาศที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกบนพื้นที่แห่งนี้คือ พระเมรุมาศสำหรับประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิถวายพระราชบิดาหลังจากบ้านเมืองสงบศึก โดยถวายพระเกียรติยศเฉกเช่นการออกพระเมรุของพระเจ้าแผ่นดินเมื่อครั้งกรุงเก่า
       
       และยังมีการจัดงานพระศพเจ้านายสำคัญหลายพระองค์คือ งานพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ฯลฯ และนับแต่นั้น พื้นที่บริเวณนี้จึงเรียกกันว่า “ทุ่งพระเมรุ” สืบต่อมา
ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุมาศในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
        
ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุมาศในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดล
        แต่ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าชื่อที่ผู้คนเรียกว่าทุ่งพระเมรุ ซึ่งนานๆ จะมีงานพระเมรุครั้ง เป็นชื่อที่ฟังดูไม่ดี จึงได้พระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า “ท้องสนามหลวง”
       
       พื้นที่ของสนามหลวงในอดีตนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยสนามหลวงแต่ดั้งเดิมนั้นมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของสนามหลวงปัจจุบันเท่านั้นเอง แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงรื้อป้อมปราการต่างๆในเขตพื้นที่วังหน้าออก และขยายสนามหลวงให้กว้างขวางขึ้น อีกทั้งยังได้ปลูกต้นมะขามไว้โดยรอบสนามหลวงจำนวน 365 ต้น ซึ่งต้นมะขามเหล่านั้นก็เติบโตแผ่กิ่งก้านให้ความร่มรื่นรอบสนามหลวงมาจนถึงปัจจุบัน
       
       หน้าที่ของทุ่งพระเมรุหรือท้องสนามหลวงจากอดีตมาจนปัจจุบันนั้นถือว่ามีความหลากหลายมากทีเดียว เพราะมีตั้งแต่การเป็นท้องนาปลูกข้าว ไปจนถึงเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลและพิธีพิรุณศาสตร์ จนเมื่อมีการเลิกทำนาในท้องสนามหลวงไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ท้องสนามหลวงก็ยังได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีต่างๆ เช่น การฉลองพระนครครบ 100 ปี งานฉลองเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรปในพ.ศ. 2440 จนมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 6 สนามหลวงก็ยังใช้เป็นสนามแข่งม้า สนามกอล์ฟอีกด้วย 

ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
        
ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ
        มาปัจจุบัน ท้องสนามหลวงก็ยังคงเป็นสถานที่จัดงานสำคัญของชาติอยู่เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ งานเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ไปจนถึงงานของประชาชนอย่างงานเทศกาลว่าวและกีฬาไทย หรือแม้กระทั่งการชุมนุมทางการเมือง
       
       แม้จะมีประกาศให้เลิกเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าทุ่งพระเมรุมานานแล้วก็ตาม แต่หน้าที่ของสนามหลวงในความเป็น "ทุ่งพระเมรุ" ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม โดยได้ใช้เป็นสถานที่ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ในราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-8 (ยกเว้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งเสด็จสวรรคตที่ประเทศอังกฤษและได้จัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ประเทศอังกฤษเช่นกัน) รวมไปถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงอีกหลายพระองค์
       
       พระเมรุมาศในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1-4 ยึดหลักการสร้างแบบพระเมรุมาศตามตำราโบราณราชประเพณีครั้งกรุงเก่าทุกประการ คือ ทำเป็นพระเมรุอย่างใหญ่ มีตัวพระเมรุ 2 ชั้นต่างไปอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นพระเมรุยอดปรางค์หรือยอดรูปดอกข้าวโพด 

ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
        
ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ท้องสนามหลวงปัจจุบันที่กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงพื้นที่
        ส่วนพระเมรุมาศในสมัยรัชกาลที่ 5-8 ลักษณะของพระเมรุมาศเป็นเพียงพระเมรุชั้นเดียว ได้ถอดเอาพระเมรุใหญ่ ซึ่งเป็นพระเมรุทรงปรางค์ที่คลุมอยู่ภายนอกออกไป คงไว้เพียงพระเมรุทอง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า พระเมรุมาศ
       
       สำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีการจัดสร้างพระเมรุมาศ และพระเมรุ ทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน ได้แก่ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ในปี 2527 งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี 2538 งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2551 และงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในปี 2554
       
       และในขณะนี้ ที่ท้องสนามหลวงก็กำลังเตรียมพื้นที่ที่บริเวณท้องสนามหลวงเพื่อเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะเริ่มก่อสร้างพระเมรุมาศในช่วงต้นปีหน้า
       
       สำหรับการเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเป็นองค์วินิจฉัยปัญหาต่างๆ ในรายละเอียดการก่อสร้างพระเมรุมาศ อีกทั้งยังต้องมีการก่อสร้างศาลาทรงธรรมที่สำหรับประทับและรับแขก มีศาลาพลับพลาสำหรับประชาชน พร้อมด้วยสิ่งก่อสร้างอื่นๆ สถานที่สำหรับพระสงฆ์ขึ้นนั่งสวดประจำสี่ทิศ โดยในการสร้างพระเมรุมาศในครั้งนี้จะเป็นการรวบรวมช่างฝีมือหลายแขนง ที่ต่างก็ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างพระเมรุมาศให้งดงามและสมพระเกียรติที่สุดถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศของประชาชนชาวไทย 

ย้อนอดีต “สนามหลวง-ทุ่งพระเมรุ” สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ท้องสนามหลวงที่จะเป็นที่ตั้งพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สถานที่สำคัญ-แหล่งท่องเที่ยว จังหวัดนครปฐม


พระร่วงโรจนฤทธิ์ 
ประดิษฐานในซุ้มวิหารทางทิศเหนือหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้พระเศียร พระหัตถ์ และพระบาทมาจากเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำรูปปั้นขี้ผึ้งปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์ เต็มองค์ทำพิธีหล่อที่วัดพระเชตุพนฯ เมื่อ พ.ศ.2456 เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย เสร็จแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในซุ้มวิหารด้านเหนือตรงกับบันไดใหญ่ และพระราชทานนามว่าพระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร และที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของ พระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระร่วงโรจนฤทธิ์ ประดิษฐานในซุ้มวิหารทางทิศเหนือหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้พระเศียร พระหัตถ์ และพระบาทมาจากเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำรูปปั้นขี้ผึ้งปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์ เต็มองค์ทำพิธีหล่อที่วัดพระเชตุพนฯ เมื่อ พ.ศ.2456 เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย เสร็จแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในซุ้มวิหารด้านเหนือตรงกับบันไดใหญ่ และพระราชทานนามว่าพระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร และที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระประโทณเจดีย์ เป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่และใหญ่โตเป็นที่สองรองจากพระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ที่วัดประโทณ ริมถนนเพชรเกษม ห่างจากองค์ พระปฐมเจดีย์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กิโลเมตร ถือกันว่าเป็นที่บรรจุทะนานทองที่ใช้ตวง พระบรมสารีริกธาตุของ พระพุทธเจ้า เดิมเป็นเจดีย์เก่าแก่และได้ปฏิสังขรณ์ใหม่ในรัชกาลที่ 4 โบราณวัตถุที่ขุดพบในบริเวณนี้มีหลายอย่างเช่น พระพุทธรูป ลูกประคำ พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวาราวดี
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระประโทณเจดีย์  เป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่และใหญ่โตเป็นที่สองรองจากพระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ที่วัดประโทณ ริมถนนเพชรเกษม ห่างจากองค์ พระปฐมเจดีย์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กิโลเมตร ถือกันว่าเป็นที่บรรจุทะนานทองที่ใช้ตวง พระบรมสารีริกธาตุของ พระพุทธเจ้า เดิมเป็นเจดีย์เก่าแก่และได้ปฏิสังขรณ์ใหม่ในรัชกาลที่ 4 โบราณวัตถุที่ขุดพบในบริเวณนี้มีหลายอย่างเช่น พระพุทธรูป ลูกประคำ พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวาราวดี
เนินธรรมศาลาอยู่ที่วัดธรรมศาลา ตำบลธรรมศาลา ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทางตะวันออกประมาณ 6 กิโลเมตร อยู่ทางด้านใต้ของ ถนนสายเพชรเกษม เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับ วัดพระเมรุก่อนทำการขุดค้น เนินนี้ยังมิได้ทำ การขุดค้นเช่นเดียวกับ เนินวัดพระงาม เพราะมีสิ่งสร้างอยู่หน้าเนิน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เนินธรรมศาลา อยู่ที่วัดธรรมศาลา ตำบลธรรมศาลา ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทางตะวันออกประมาณ 6 กิโลเมตร อยู่ทางด้านใต้ของ ถนนสายเพชรเกษม เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับ วัดพระเมรุก่อนทำการขุดค้น เนินนี้ยังมิได้ทำ การขุดค้นเช่นเดียวกับ เนินวัดพระงาม เพราะมีสิ่งสร้างอยู่หน้าเนิน
เนินพระหรือเนินยายหอม อยู่ที่ตำบลดอนยายหอม   เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่มากเมื่อ พ.ศ.2479 พระธรรมวาทีคณาจารย์ (หลวงพ่อเงิน) เจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม ได้ขุดเอาอิฐที่หักพังแถวชานเนิน ไปสร้าง พระอุโบสถ เมื่อขุดลึกลงไปเล็กน้อยก็พบศิลาเหลี่ยมเขียวสองต้น สูงประมาณ 4 เมตร มีลายจำหลักที่ปลายเสา คล้ายกับเสา ประตูสัญจิเจดีย์ของพระเจ้าอโศกมหาราชกับกวางหมอบ ทำด้วยศิลา 1 ตัว พระพุทธรูปศิลาสมัยทวาราวดี 1 องค์ พระเสมาธรรมจักรทำด้วยหินแต่หักพัง เสาศิลานี้ตอนบนง่ามสำหรับวางพระเสมาธรรมจักร เป็นแบบเดียวกับที่พบในบริเวณองค์พระ ปฐมเจดีย์ วัดพระงาม วัดพระประโทณ และแบบพระราชวังสนามจันทร์ เสาศิลานี้ เวลานี้อยู่ที่วัด ดอนยายหอม ส่วนกวางหมอบ กับพระพุทธรูป ส่งไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เนินพระหรือเนินยายหอม  อยู่ที่ตำบลดอนยายหอม   เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่มากเมื่อ พ.ศ.2479 พระธรรมวาทีคณาจารย์ (หลวงพ่อเงิน) เจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม ได้ขุดเอาอิฐที่หักพังแถวชานเนิน ไปสร้าง พระอุโบสถ เมื่อขุดลึกลงไปเล็กน้อยก็พบศิลาเหลี่ยมเขียวสองต้น สูงประมาณ 4 เมตร มีลายจำหลักที่ปลายเสา คล้ายกับเสา ประตูสัญจิเจดีย์ของพระเจ้าอโศกมหาราชกับกวางหมอบ ทำด้วยศิลา 1 ตัว พระพุทธรูปศิลาสมัยทวาราวดี 1 องค์ พระเสมาธรรมจักรทำด้วยหินแต่หักพัง เสาศิลานี้ตอนบนง่ามสำหรับวางพระเสมาธรรมจักร เป็นแบบเดียวกับที่พบในบริเวณองค์พระ ปฐมเจดีย์ วัดพระงาม วัดพระประโทณ และแบบพระราชวังสนามจันทร์ เสาศิลานี้ เวลานี้อยู่ที่วัด ดอนยายหอม ส่วนกวางหมอบ กับพระพุทธรูป ส่งไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เมืองกำแพงแสนเป็นเมืองโบราณเก่าแก่อยู่ทางทิศเหนือห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร มีถนนตัดไปถึงซากกำแพงดิน คูเมืองยังอยู่ ชัดเจนมีผู้ขุดพบพระพุทธรูปและสิ่งก่อสร้างหลายชิ้นเป็นแบบ ทวาราวดีทั้งสิ้น แต่ฝีมือไม่ประณีตเหมือนที่ขุดได้ที่เมือง นครปฐม
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เมืองกำแพงแสน
หมู่บ้านไทยโซ่งตั้งอยู่ที่บ้านเกาะแรด ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน เชื้อสายไทยโซ่ง หรือไทยทรงดำ (เนื่องจากชาวไทย โซ่งชอบ ใช้เครื่องแต่งกายสีดำ) หรือลายโซ่ง อพยพมาจากบ้านหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี มีวัฒนธรรมและประเพณีของตนเอง นอกจากนั้นภายใน หมู่บ้าน มีหัตถกรรม ที่น่าสนใจ ได้แก่ การทอผ้า และเครื่องจักสานต่าง ๆ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หมู่บ้านไทยโซ่ง
สวนสามพรานเป็นสถานที่พักผ่อนตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 32 กิโลเมตร อยู่ติดแม่น้ำนครชัยศรี มีเนื้อที่ 137.5 ไร่ ภายในจัดแต่งเป็นสวนดอกไม้นานาชนิด หมู่บ้านไทย และบางส่วนเป็น โรงแรม ที่พัก และสนามกอล์ฟ นอกจากนี้ยังมีการแสดงพื้นบ้านให้ชมในช่วงบ่ายเป็นประจำทุกวัน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สวนสามพราน เป็นสถานที่พักผ่อนตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 32 กิโลเมตร อยู่ติดแม่น้ำนครชัยศรี มีเนื้อที่ 137.5 ไร่ ภายในจัดแต่งเป็นสวนดอกไม้นานาชนิด หมู่บ้านไทย และบางส่วนเป็น โรงแรม ที่พัก และสนามกอล์ฟ นอกจากนี้ยังมีการแสดงพื้นบ้านให้ชมในช่วงบ่ายเป็นประจำทุกวัน
ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานเป็นสวนสัตว์ นานาชนิด มีการแสดงโชว์ของช้าง และ การจับจระเข้
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน เป็นสวนสัตว์ นานาชนิด มีการแสดงโชว์ของช้าง และ การจับจระเข้
พุทธมณฑลเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา ตั้งอยู่ที่ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี และตำบลบางระทึก อำเภอสามพราน มีพื้นที่ 2,500 ไร่ จากกรุงเทพฯ ไปตามถนนเพชรเกษมถึงกิโลเมตรที่ 22 เลี้ยวขวาตามถนนพุทธมณฑล สาย 4 ประมาณ 8 กิโลเมตร หรือเดินทางไปตามถนนสายปิ่นเกล้า - พุทธมณฑล ระยะทาง 19 กิโลเมตร พุทธมณฑลเป็นสถานที่ซึ่งรัฐบาล และประชาชนชาวไทยร่วมใจกันจัดสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2500 เนื่องในโอกาสที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาได้ถึง 2,500 ปี
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พุทธมณฑล
สวนศิลปะ มีเซียม ยิบอินซอยตั้งอยู่ถนนพุทธมณฑล สาย 7   เป็นที่รวบรวมประติ มากรรมของคุณมีเซียม ยิบอินซอย เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า และ จัดสร้าง สวนนิทรรศการชั่วคราวในรูปของ หอศิลปะ และสวนศิลปะกลางแจ้ง เพื่อให้การสนับสนุน ศิลปิน ซึ่งต้องการเผยแพร่ผลงานของตนเปิดให้เข้าชมปีละครั้ง คือ วันที่ 19 สิงหาคม เท่านั้น
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สวนศิลปะ มีเซียม
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ตั้งอยู่ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี เป็นสถานที่จัดแสดงหุ่น ขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส ซึ่งเป็นผลงานสร้าง - สรรค์ของกลุ่มศิลปินไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในอันที่จะส่งเสริมเผยแพร่และ อนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมประเพณีของไทย ประกอบด้วยหุ่นชุดต่างๆ ได้แก่ ชุดพระอริยสงฆ์ ชุดพระบรมรูป พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี และชุดมุมหนึ่งของชีวิต
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
อุทยานปลาตั้งอยู่ตำบลห้วยพลู มีปลามาอยู่รวมกันโดยธรรมชาติได้แก่ ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาตะเพียน ปลาหางแดง ซึ่งอยู่ในแม่นํ้าท่าจีน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อุทยานปลา นครปฐม

ประวัติความเป็นมา Human Tower

ที่มา อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ตามประเพณี Muixernga ของAlgemesíในวาเลนเซียประเพณีของคาเทโลเนียในคาเทโลเนียเกิดขึ้นในบอล dels วาเลนเซีย (เชียน...